บทที่ 4 คำทักทายแรกที่กรีดลึก

เสียงกรรไกรตัดแต่งกิ่งดังฉับเบาๆ สลับกับเสียงน้ำในแจกันแก้วทรงสูง ปรางปวีร์ค่อยๆ จับก้านกล้วยไม้สีขาวเสียบลงไปอย่างเบามือ เธอยืนอยู่หน้าโต๊ะมุมห้องนั่งเล่น โดยมีสาวใช้รุ่นราวคราวเดียวกันยืนถือตะกร้าดอกไม้อยู่ข้างๆ

“ก้านนี้ยาวไปไหมคะพี่แวว ปรางตัดออกอีกนิดดีกว่า” เธอยิ้มบาง เลื่อนกรรไกรลงมา

“อุ๊ย ไม่ต้องเรียกพี่หรอกค่ะคุณปราง แววเป็นแค่เด็กรับใช้ เรียกแบบนี้เดี๋ยวป้านิ่มมาได้ยิน แววจะโดนดุเอา” เด็กสาวรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน

“งั้นแววก็ไม่ต้องเรียกปรางว่าคุณเหมือนกันค่ะ ปรางไม่ใช่เจ้านาย ปรางก็แค่มาอาศัยคุณลุงอยู่ ทำตัวตามสบายเถอะนะ”

“รู้ตัวก็ดี”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบที่ดังก้องขึ้นจากด้านหลัง ทำเอากรรไกรในมือปรางปวีร์ร่วงกระทบโต๊ะเสียงดังแกรก หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมอง

ตุลย์ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสแลคอยู่ตรงเชิงบันได ท่อนบนเป็นเสื้อโปโลสีดำสนิท แม้จะอยู่ในชุดลำลอง แต่รัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาไม่ได้ลดน้อยลงเลย โดยเฉพาะเมื่อท่านประธานเพิ่งนั่งรถออกจากบ้านไปบริษัทเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ จังหวะฝีเท้าเชื่องช้าแต่หนักแน่นจนคนมองเผลอกลั้นหายใจ

“ค... คุณตุลย์ จะรับกาแฟเพิ่มไหมคะ แววจะไปชงมาให้”

สาวใช้ละล่ำละลักถาม ก้มหน้าจนคางชิดอก ตัวสั่นเทา

“ออกไป” ตุลย์สั่งเสียงเรียบโดยไม่ปรายตามอง

“แต่ว่า... ป้านิ่มสั่งให้แววจัดดอกไม้ให้เสร็จก่อน...”

“ฉันบอกให้ออกไป หูหนวกหรือไง!”

เสียงตวาดกร้าวทำเอาแววสะดุ้งเฮือก เด็กสาวรีบวางตะกร้าลงบนโต๊ะแล้ววิ่งลนลานออกไปทันที ทิ้งให้บริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

ปรางปวีร์เม้มปากแน่น ขยับถอยหลังอัตโนมัติเมื่อร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาหยุดซ้อนตรงหน้า ระยะห่างไม่ถึงคืบทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นมินต์เย็นๆ ลอยปะทะจมูก

“มีธุระอะไรกับปรางหรือเปล่าคะ” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แม้จะรู้สึกเหมือนยืนอยู่ปากเหว

“ธุระ?” ตุลย์แค่นหัวเราะ คิ้วเข้มเลิกขึ้น

“เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะมีธุระอะไรกับคนอย่างเธอ”

“ถ้าไม่มี ปรางขอตัวไปช่วยแววในครัวนะคะ ขออนุญาตค่ะ” หญิงสาวเบี่ยงตัวเตรียมเดินหนี

“ฉันสั่งให้ไปแล้วเหรอ”

มือหนาคว้าต้นแขนเธอไว้แน่น ออกแรงบีบและกระชากเบาๆ จนร่างเล็กปลิวกลับมายืนที่เดิม แผ่นหลังปรางปวีร์ชนเข้ากับขอบโต๊ะ แจกันแก้วด้านหลังสั่นกึกกักจนน้ำกระฉอก

“ปล่อยปรางนะคะ ปรางเจ็บ” เธอพยายามบิดแขนออก แต่ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งบีบแน่น

“ลับหลังพ่อฉัน ไม่ต้องมาเล่นละครบทเด็กดีผู้น่าสงสารหรอก มันน่ารำคาญ”

ชายหนุ่มโน้มหน้าลงมาใกล้จนเธอต้องเอนตัวหนี

“จัดดอกไม้... ช่วยงานคนรับใช้... งานถนัดของพวกประจบสอพลอสินะ คิดว่าทำท่าทางแบบนี้แล้วทุกคนในบ้านจะเทิดทูนเป็นคุณหนูคนใหม่หรือไง”

“ปรางไม่ได้เล่นละคร! ปรางแค่เห็นคนอื่นยุ่งก็เลยอยากช่วย ไม่ได้หวังให้ใครมาเทิดทูนทั้งนั้น” เธอเถียงกลับ สบตากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้

“ไม่ได้เล่นละคร?” ตุลย์ทวนคำ

“ปกติของเธอคือการตีหน้าซื่อ เล่าความเท็จ แล้วก็คอยสูบเงินคนแก่ไปวันๆ งั้นสิ”

“คุณตุลย์! คุณไม่มีสิทธิ์มาดูถูกปรางแบบนี้นะคะ” ปรางปวีร์เบิกตากว้างกับคำด่าที่สาดเข้ามาตรงๆ

“ทำไม รับความจริงไม่ได้หรือไง” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย็นชา กวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีคุกคาม

“ปล่อยนะ!” ปรางปวีร์ออกแรงสะบัดสุดแรงจนหลุดจากการเกาะกุม

“คุณจะมองปรางแย่แค่ไหน ปรางไม่สนหรอกค่ะ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาตราหน้าปรางด้วยคำพูดมักง่ายแบบนี้ ปรางไม่เคยเอ่ยปากขอเงินคุณลุงเลยสักบาท!”

“หึ...” ตุลย์แค่นหัวเราะเยาะ ยกมือปัดแขนเสื้อตัวเองเบาๆ ราวกับเพิ่งแตะต้องสิ่งสกปรก ก่อนจะไล่สายตามองเสื้อยืดสีซีดและกางเกงยีนส์เก่าๆ ของเธอด้วยความสมเพช

“ไม่ได้ขอ? แต่รีบหอบข้าวของเข้ามาเสนอหน้าในคฤหาสน์ นอนห้องหรูๆ กินอาหารดีๆ ทำตัวใสซื่อบีบน้ำตาให้ผู้ใหญ่สงสาร... แบบนี้มันเรียกว่าการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการแบมือขอเฉยๆ ซะอีก”

“คุณมันมองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้ว!” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ขอบตาร้อนผ่าวแต่พยายามฝืนกลั้นไว้

“คุณลุงเมตตาปรางในวันที่ปรางไม่เหลือใคร ท่านอยากให้เรียนให้จบ ปรางตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าเรียนจบจะหางานทำแล้วย้ายออกไปทันที ปรางไม่เคยคิดจะฮุบสมบัติหรือแย่งที่ใครทั้งนั้น”

“งั้นเหรอ” ร่างสูงก้าวประชิดเข้ามาอีกครั้ง จังหวะเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยแรงคุกคามจนปรางปวีร์ต้องเอนหลังแนบโต๊ะ ตุลย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธอ ว่างเปล่าและเยียบเย็นจนคนมองรู้สึกหนาวสะท้าน

“คุณจะทำอะไร ถอยออกไปนะ” เธอพยายามเบี่ยงหน้าหนี

“ฟังฉันให้ดีนะ” น้ำเสียงเขาเรียบสนิท แต่กลับกรีดลึกลงไปในความรู้สึกคนฟัง

“ผู้หญิงหิวเงินที่ชอบใช้ความน่าสงสารเข้าแลก ฉันเห็นมาเยอะแล้ว มารยาตื้นๆ พวกนี้อาจใช้ได้ผลกับคนแก่ที่ชอบทำตัวเป็นพ่อพระอย่างพ่อฉัน... แต่จำไว้ว่ามันใช้ไม่ได้กับฉัน”

“คุณตุลย์... ปรางบอกแล้วไงคะว่าปรางไม่ได้...”

“อย่าคิดว่าจะได้อะไรจากบ้านนี้ แม้แต่เศษเงินสักแดงเดียว” ชายหนุ่มเน้นทีละคำ เสียงทุ้มต่ำเฉียบขาด

“ทุกสิ่งทุกอย่างในตระกูลนี้ มันเป็นของฉันคนเดียว และฉันจะไม่มีวันยอมให้ปลิงอย่างเธอมาเกาะกินสมบัติของฉันเด็ดขาด”

คำพูดเหยียดหยามเหมือนฝ่ามือฟาดลงบนหน้าปรางปวีร์อย่างจัง หญิงสาวชาหนึบไปทั้งร่าง มือเล็กกำเข้าหากันแน่น เธอจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยความรู้สึกที่พังทลาย

“ปรางบอกแล้วไงคะว่าปรางไม่อยากได้สมบัติของคุณ!” เธอสวนกลับด้วยเสียงสั่นเครือ

“ถ้าคุณรังเกียจปรางมากนัก ปรางจะไปคุยกับคุณลุงเอง ปรางจะขอ...”

“เก็บข้ออ้างของเธอไว้หลอกพ่อฉันเถอะ... เพราะฉันไม่มีวันโง่เชื่อ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป